มงคล พัชรดำรงกุลมงคล พัชรดำรงกุล(นายตะเกียบ) ติดต่อผม
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม 4.0 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม 4.0 แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

โอกาส-ทักษะ-ธุรกิจใหม่ เพื่อตอบสนองต่อการจัดการ Supply Chain ยุค 4.0

พบกันอีกครั้งแล้วนะครับ ครั้งนี้มาพบกับเนื้อหาการจัดการ Supply Chain กันอีกสักครั้ง

ที่ผ่านมา หลายคนคงจะซึมซับกับคำว่า Industry 4.0 กันจนมากพอสมควรและมีความเข้าใจดีแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่คิดจะใช้โอกาส หรือ Opportunities ที่ประเทศกำลังจะขับเคลื่อนไปสู่ 4.0 ครั้งนี้ มาพัฒนาตน พัฒนาธุรกิจ หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ 

ผมเป็นคนหนึ่งที่มองและคิดอยู่เสมอว่า ทุกอย่างในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจำเป็นต้องก้าวให้ทัน และใช้โอกาสกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเพื่อสร้าง Value ให้ได้ 

หลายธุรกิจใหญ่ๆ ของโลก อาทิ FB, Alibaba, Amazon, Airbnb, Grab etc. ก็ใช้โอกาสของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างรายได้กันทั้งนั้น ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเริ่มลงมือทำของเราเองบ้าง ไม่มีคำว่าสายหรือช้าไปแน่นอน

โจทย์คือ ?
ถ้าเราเอาการจัดการ Supply Chain เป็นตัวตั้ง แล้วมีโอกาส ทักษะ หรือธุรกิจใดบ้าง ที่สามารถพัฒนาและทำให้มันเกิดขึ้นภายใต้ยุค 4.0 นี้ ผมเลยรวบรวมและศึกษาจากแนวคิดต่างๆ จากทั่วโลก และได้ตกผลึกเป็นภาพ "โอกาส ทักษะ หรือธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อการจัดการ Supply Chain ยุค 4.0" ดังนี้


ภาพที่1 : โอกาส (Opportunities) เพื่อการจัดการ Supply Chain ที่ดี ภาพใต้ Industry 4.0
จากภาพถ้าเราพิจารณาจากการเกิดขึ้นของ Industry 4.0 แล้ว เราจะสร้างโอกาสทางหน้าที่การงาน การเพิ่มพูนทักษะ หรือการสร้างธุรกิจใหม่ๆ  ด้านการจัดการโซุ่อุปทานได้อย่างไรบ้าง ผมแบ่งโอกาสที่อาจเกิดขึ้นและควรนำมาพัฒนาบุคลากรหรือองค์กรได้ 7 เรื่องคือ
  1. Integrated E2E Planning and Real time Execution
    • คือ การบูรณาการของการวางแผนการทำงานระหว่าง E2E ในแบบ End to End และ Enterprise to Enterprise รวมทั้งสร้างการทำงานแบบ Real Time เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินที่มีประสิทธิภาพของการจัดการตลอดโซ่อุปทาน แน่นอนครับการวางแผน (Plan) คือกระบวนหลักในการจัดการ Supply Chain และเป็นต้นกำเนิดของดำเนินงานด้านอื่นๆ (คลิกดูกระบวนหลักของการจัดการ Supply Chain) ดังนั้นเราต้องพัฒนาระบบการวางแผนของเรา หรือยกระดับ ERP ของเราให้สามารถรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลผ่านการทำงานร่วมกับลูกค้า หรือ Supplier แบบ Real Time    
  2. SCM & Logistics Visibility
    • การทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันสามารถมองเห็นเป็นหนึ่งเดียวตลอดโซ่อุปทาน คืออีก 1 โอกาสที่องค์กรควรทำให้เกิดขึ้น และอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาระบบ Monitoring และระบบ Visual Management เพื่อใช้ในการดำเนินงานดังกล่าว โดยข้อมูลที่ต้องทำให้เห็นร่วมกัน,ทั้งโซ่อุปทาน เช่น
      • ข้อมูลการพยากรณ์ หรือปริมาณความต้องการ (Demand)
      • ข้อมูลและสถานะการจัดซื้อต่างๆ
      • ข้อมูลเกี่ยวกับ Inventory ที่จัดเก็บในแต่ละจุดที่เชื่อมโยงกัน
      • ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการผลิต กำลังการผลิต
      • ข้อมูลและสถานะการส่งมอบ 
      • ข้อมูลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่างๆ เป็นต้น
  3. Prescriptive Supply Chain  Analytic
    • การวิเคราะห์ (Analytics) เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในยุคการทำงานแบบ 4.0 ดังนั้นกล่าวได้เลยว่า นี้คือโอกาส ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาตัวตน และองค์กรให้มีศักยภาพในการทำ Analytics ซึ่งควรมองไปที่ระดับ Level 3 แต่ยังไงก็แล้วแต่หากยังไม่ได้เริ่มดำเนินการใดๆ เลย ก็คงเริ่มจากระดับ 1 ไปก่อน ทั้งนี้ทั้ง 3 ระดับ ประกอบด้วย 
      • ระดับที่ 1 : Descriptive Analytics เป็นรูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐานที่สุด โดยจะเน้นไปที่ความสามารถในการ “อธิบาย” ว่าเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจของ ผลการวิเคราะห์ในกลุ่มนี้ เช่น รายงานทางธุรกิจ รายงานการขาย ผลประกอบการ ผลการดำเนินงาน รวมถึงระบบ business intelligence (ฺBI)
      • ระดับที่ 2 : Predictive Analytics เป็นการพยายาม “พยากรณ์” สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้ข้อมูลของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เข้ามาวิเคราะห์ร่วมกับโมเดลทางคณิตศาสตร์ หรือร่วมกับการใช้ เทคนิค data mining เพื่อพิจารณาความน่าจะเป็น ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานแบบนี้ เช่น Application ประมวลผลเวลาที่จะใช้จากระยะทางและความเร็วที่เป็น
      • ระดับที่ 3 : Prescriptive Analytics ไม่เพียงแต่จะพยากรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ยังสามารถ "ให้คำแนะนำ" เกี่ยวกับทางเลือกที่มี รวมถึงผลที่จะตามมาของแต่ละทางเลือกด้วย Prescriptive Analytics จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่กว้างขวาง หลากหลายมากกว่าเพียงแค่ข้อมูลในอดีต และตรงประเด็นนี้เองที่มีความเกี่ยวพันกับ Big Data เป็นอย่างมาก ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานแบบนี้ เช่น การใช้ Google Map เลือกเส้นทางที่เหมาะสมจากข้อมูลการจราจรที่เกิดขึ้น
  4. Digital Sourcing
    • รูปแบบของการจัดหาจะเปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบ Digital มากยิ่งขึ้น เช่น 
      • ในอดีตเน้นการดำเนินการที่ก่อให้เกิดต้นทุนต่ำสุด แต่ในยุคใหม่ไม่จำเป็น แต่ต้องตอบสนองต่อคุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่ต้องการมากกว่า
      • ไม่มีอะไรที่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบแล้วจะส่งต่อเพื่อดำเนินการต่อ (เช่น การจัดหาวัสดุ) แต่การทำงานจะเป็นแบบคู่ขนาน เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน และสามารถปรับเปลี่ยนในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน ดังนั้นต้องมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนและแก้ไข
      • เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ (Silo) เป็นแบบบูรณาการ (Integrated) ดังนั้นต้องปรับรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับ
      • ไม่มีผู้ใดครอบครองตลาดที่ชัดเจน แต่จะมีผู้ค้าที่กระจัดกระจาย ดังนั้นการวางแผนการทำงานรองรับการสั่งซื้อจากผู้ค้ารายเล็ก แต่ทำงานได้ได้ตรงความต้องการและคุ้มค่าจะเป็นทางเลือกมากขึ้น 
      • ระบบการทำงานที่ใช้เวลาน้อย และคล่องตัวต่อการปรับเปลี่ยน
  5. Intelligent Inventory Control
    • Inventory ถือว่าเป็น Asset (สินทรัพย์) อย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพ เพราะเราใช้เงินลงทุนจัดซื้อจัดหามาเพื่อแปลงสภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา มีมากเกินไปก็ก่อให้เกิดต้นทุนสูง มีน้อยเกินไปก็ไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ทัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพ (คลิกดูกรอบกรอบแนวคิด-กระบวนการจัดการ Inventory ให้มีประสิทธิภาพ) อย่างไรก็ตามการสร้างระบบการทำงานให้สามารถควบคุมระดับ Inventory ได้อย่างเป็นอัตโนมัติและเหมาะสมและมีความเป็นอัจฉริยะ คือ โอกาสในการทำงานและธุรกิจที่ควรเป็น 
  6. Smart Warehousing and Logistics
    • การบริหารคลังสินค้าที่ดีในสมัยปัจจุบัน จะต้องสามารถรองรับการเคลื่อนย้ายของวัสดุหรือสินค้าไปยังลูกค้าหรือผู้ใช้งาน โดยเกิดการไหลได้อย่างสะดวก มีความรวดเร็ว สินค้าที่ถือครองต้องมีปริมาณที่เหมาะสม มีความแม่นยำทั้งสถานที่จัดเก็บ/ปริมาณการถือครอง และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ภายใต้การดำเนินงานที่มุ่งขจัดความสูญเปล่าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงของการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะปรับเปลี่ยนไปสู่การดำเนินงานที่เป็น Smart Warehousing and Logistics นำระบบอัตโนมัติมาช่วยในการดำเนินงานมากขึ้น
  7. Smart Spare Part (MRO) Management
    • การเกิดของอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิต จากแรงงานคนไปเป็นเครื่องจักรมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องบริหารระบบสนับสนุนให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการบริหาร Spare Part หรือ MRO (Maintenance, Repair and Operation) ดังนั้น นี้คือโอกาส และทักษะที่จำเป็น ที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น ทั้งนี้อาจพัฒนาไปสู่ความเชื่อมโยงกับระบบ Predictive maintenance
เป็นไงบ้างครับ โอกาส ทักษะ และธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการจัดการ Supply Chain ในยุคของ Industry 4.0 ทั้งนี้โดยความเป็นจริงอาจมีโอกาส หรือธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีกมากมาย ลองไปนั่งคิดและทบทวนดูนะครับ

และขอฝากไว้นะครับ "อย่าได้แค่มองว่าเทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน แต่จงใช้โอกาสในการสร้าง Value จากเทคโนโลยีที่เป็น"

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
05 มีนาคม 2561

วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ก่อร่างสร้างองค์กรสู่ Industry 4.0 - ตัวแบบการประเมินระดับความเป็น 4.0 - ตอนที่ 1

ช่วงที่ผ่านมา กระแส Industry 4.0 ได้เข้ามาสัมผัสกับชีวิตการทำงานแบบใกล้ชิด จากโจทย์ที่ต้องเข้าให้คำปรึกษา และบรรยากาศของการ Small group Meeting กับพรรคพวกในแวดวงที่ปรึกษาอุตสาหกรรมร่วมกัน

หลายคนรับรู้ว่าและคาดการณ์จะเห็น 4.0 ในประเทศไทย แต่โจทย์ที่สำคัญ คือ รัฐ สถานประกอบการ พนักงาน ที่ปรึกษา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในไทย มีใครรู้เส้นทางไปสู่ 4.0 ที่เหมาะสมกับองค์กรตนเองบ้าง เราควรเริ่มต้นจากอะไร? ฝันจะเป็น 4.0 แล้วเป็นจริงจะต้องทำอะไรบ้าง? สภาพปัจจุบัน เรายืนอยู่จุดใด? เรามีหลักเกณฑ์บอกเราได้ไหมว่าเราควรตรวจสอบอะไรบ้าง เพื่อเตรียมการทำงานสู่ 4.0 นั้นเป่็นคำตอบที่มากมายโผล่ของมาในสมองอันน้อยนิด ของที่ปรึกษาอย่างผม

ผมใช้เวลาขจัดสิ่งยุ่งเหยิงในสมอง แล้สตัดสินใจลงมือทำ เพราะหากไม่เริ่มคิดและลงมือทำก็ไม่มีทางสำเร็จ

ผมเริ่มต้นหาความกระจ่างให้ตัวเอง โดยลุยค้นหาข้อมูลจากประเทศต้นฉบับอย่างเยอรมันว่าองค์ประกอบของ 4.0 ที่แท้จริง ถ้าเราจะไป ต้องตรวจาอบสิ่งใดบ้าง รู้ได้ไงว่าเราพร้อมแค่ไหน ก็ได้คำตอบบางส่วนจาก The IMPULS Foundation of the German Engineering Federation (VDMA) โดยเขาได้ทำเป็น Industry 4.0 Readiness online Self-Check for Business ซึ่งน่าสนใจเลยทีเดียว โดย IMPULS บอกถึง 6 อย่างที่ธุรกิจต้องตรวจสอบและประเมินผลเพื่อไป Industry 4.0 ดังภาพ


ภาพประกอบ : ที่มา  https://www.industrie40-readiness.de


















จากภาพจะเห็นได้ว่า ในมุมมองของ IMPULS มองว่ามี 6 อย่างที่ต้องตรวจสอบความพร้อม ว่าเราอยู่ตรงไหนใน Industry 4.0 คือ
1. Strategy and Organization 
2. Smart Factory
3. Smart Operation
4. Smart Product
5. Data-Driven Services
6. Employees 

ซึ่งจริงๆ แล้วในแต่ละอย่างทั้ง  6 ประเด็นนี้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ เดี๋ยวถ้ามีโอกาสดีๆ ผมจะมาขยายให้อ่านกันในเร็วๆ นี้ แต่ครั้งนี้อย่างที่บอกเน้นไปที่ "ก่อร่าง สร้าง Industry 4.0" ก่อน  นอกจากนี้ภายใต้ 6 อย่างนี้ เวลาประเมินจะแบ่งระดับความพร้อมใน Industry 4.0 ไว้ 6 ระดับเช่นกัน ไล่ตั้งแต่ระดับ Outsider จนกระทั่งถึง Top Performer ใครอยากลองประเมินก็ลองเข้าไปทดลองใช้ได้ที่ https://www.industrie40-readiness.de นะครับ


แค่นั้นยังไม่พอ พอเห็นแนวทางของเยอรมันแล้ว ก็เริ่มอยากรู้ว่า แล้วของประเทศอื่นๆ เหมือนกับเยอรมันไหม แล้วก็บิงโกครับ ดันไปเจอของประเทศหนึ่งในอาเซียนซึ่งประกาศเป็น "เกณฑ์ประเมินความพร้อมสู่การเป็น Smart Factory" ออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 และประเทศนั้นคือ Singapore เสียดายที่ไม่ใช่ Thailand ของเรา (เอ๊ะ! ดูเหมือนประเทศเราจะขับเคลื่อนช้าไปไหม นะเนี่ย 555)

เกณฑ์การประเมินความพร้อมว่าธุรกิจกิจมีความพร้อมเป็น Industry4.0 แค่ไหนของ  Singapore ก็น่าสนใจไปอีกแบบ  โดยใช้ชื่อว่า "The Singapore Smart Industry Readiness Index" ซึ่งในนั้นจะประกอบด้วย 3 Building Block - 8 Pillars - 16 Dimensions ดังภาพ





เอาละซิ! แล้วพี่ไทยเรามีไหม? พยายามค้นๆ ดู และสอบถามพรรคพวก ก็ได้คำตอบส่วนใหญ่ว่ายังไม่เห็นเลยนะ เหมือนกำลังอยู่ในจินตนการ 555 แต่ผมไม่ยอมแพ้ แล้วพบก็เจอมันซึี่งจัดทำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อปลายปี 2559 ลองเข้าไปดูนะครับ เผื่อใครอยากทดลองใช้ แบบประเมินตนเองของอุตสาหกรรมไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ Industry 4.0

ส่วนผม เอาล่ะไหนๆ ก็ลงมือศึกษาแล้วนะ ทดลองทำเองสักหน่อยก็ดี ลองพึ่งตัวเองก่อน (จะประยุกต์จากหลายๆ แหล่งให้ทันสมัยใกล้เคียงกับสภาพปัจจุบันสูงสุด แต่ถ้าหน่วยงานใดมีอุปการคุณ อยากทำ CSR เพื่อประเทศ จะสนับสนุน Budget เป็นค่าแรงให้พวกผมทำงานให้ก็ได้นะครับ ยินดีๆ 555)

ตอนนี้ผมเลยเริ่มต้นจากตัวแบบของ Singapore ก่อน เพราะประเทศใกล้เรา และดูแล้วมาใหม่ล่าสุด ฮิฮิ แล้วก็หยิบมาอ่าน ในแบบฉบับของคนที่ "เดินที่ละก้าว กินข้าวที่ละคำ" เลือกทดลองทำ 2 Dimensions ที่ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับเรื่องนี้ คือ Supply Chain และการทำงานของ Shop floor มาทดลองทำดู แล้วร่างเป็นแบบฟอร์มเป็นเกณฑ์ในการประเมินขึ้นมา ดังภาพทั้ง 2 ภาพ นะครับ

เกณฑ์การประเมินระดับความพร้อมขององค์กรใน Industry4.0 : ด้านการดำเนินการของ Shop Floor (ฉบับร่าง)

เกณฑ์การประเมินระดับความพร้อมขององค์กรใน Industry4.0 : ด้านการจัดการโซ่อุปทาน (ฉบับร่าง)




เป็นไงบ้าง ไม่รู้พอไหวไหม ซึ่งจริงๆ แล้วตัวแบบของ Singapore มีตั้ง 16 Dimensions นะครับ ถ้าชอบแล้วเห็นด้วยกับผม ก็มาช่วยๆ กันได้ครับ 555 แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ช่วยโดยตรง ก็รอติดตามไปเรื่อยๆ หรือติชมแนะนำเป็นกำลังใจกันนะครับ สัญญาจะพยายามทำ ปรับปรุง และประยุกต์เพื่อให้สถานประกอบการบ้านเรา โดยเฉพาะ SME จะได้มีตัวแบบนำไปประเมินความพร้อมกันได้สะดวกขึ้น จะได้วาง Roadmap กันได้ จะได้รู้ว่าถ้าจะไป 4.0 มีอะไรที่องค์กรควรทำ ควรเปลี่ยนบ้าง จะได้ไม่สะเปะสะปะ

แล้วพบกันใหม่เรื่อง Industry 4.0 ในตอนต่อไปนะครับ ตอนนี้แค่อยากบอกให้รู้ว่า "จะไป Industry 4.0 ต้องมีเกณฑ์ประเมินนะบอกสภาพตัวเองที่เป็น ไม่งั้นอาจหลงทางได้" หลังจากนี้เราจะมาสร้างเกณฑ์ด้วยกันในแบบฉบับที่ปรึกษาเก่าๆ แต่ยังไม่แก่ ให้สมบูรณ์มากกว่านี้ 555

มงคล  พัชรดำรงกุล
05 กุมภาพันธ์ 2561

วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

ผลกระทบของ Industry 4.0 ต่อการจัดการโซ่อุปทาน

ในช่วงนี้ เดินไปทางไหน อะไรๆ ก็ 4.0

แน่นอนครับ ชีวิตหน้าที่การงานผมส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่ในวงการอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ผมจะต้องเกี่ยวกับคำว่า Industry 4.0 โดยปริยาย ทั้งที่ความรู้สึกส่วนตัวอยากอยู่เงียบๆ ทำงานอย่างมีความสุขทุกวันๆ สร้างสรรค์นวัตกรรมการทำงานใหม่ๆ มาใช้ในประเทศ ในแบบไทยสไตล์มากกว่า

Industry 4.0 คำนี้ก่อกำเนิดจากประเทศเยอรมันนี เมื่อปี 2013 เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศ โดยส่วนตัวผม ผมว่ามันเป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับประเทศของเขานะ อย่างน้อยๆ เขาใช้จุดแข็ง (S) กับโอกาส (O) ที่มี เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเราจะลืมไม่ได้เลยว่าเยอรมันมีดีคือ

1. ระบบ ERP, Software ที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก อย่าง SAP ซึ่งก่อนกำเนิดจากที่นี้
2. เครื่องจักรทันสมัยๆ มีคุณภาพของโลกหลายแบรนด์ เช่น Siemens ก็กำเนิดจากที่นี้

แล้วจะยากอะไรที่วันหนึ่งเยอรมันนีประกาศตัวอย่างชัดเจนจะทำให้ 2 สิ่งนี้ผนวกเข้าหากัน และขับเคลื่อนประเทศภายใต้ Wording ที่สวยงามสะดุดหูไปทั่วโลกว่า "Industry 4.0" 

ส่วนประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพร้อมสักกี่มากน้อย ที่จะก้าวสู่การเป็น Developer ใน Industry 4.0 เพื่อเป็น Smart Factory เช่นเขา หรือสุดท้ายเราจะได้เป็น User ใน Industry 4.0 ตามที่เราถนัด ทั้งนี้บ่อยครั้งที่ผมทำหน้าที่เป็นวิทยากรที่ปรึกษาเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสถานประกอบการต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมเข้าสูอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ผมมักฝากให้ผู้ประกอบการทั้งหลายคิดเสมอว่า "การที่เราจะไปสู่ Industry 4.0 คือ ภาระที่จำเป็น และ Trend ก็เป็นเช่นนั้น สิ่งรอบข้างจะทำให้เราเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรทำในระหว่างเส้นทางที่เราเดิน คือ การทำ 4.0 ในสไตล์ประเทศไทยของเรา และเป็นไปได้ไหม ที่จะใช้ Resource ทั้งหลาย ที่ผลิตและสร้างขึ้นได้โดยคนไทย"

คำว่า Resources บ่งบอกถึงนัยหลายๆ แต่ผมอยากให้เราเน้นไปที่ 4M คือ Man, Machine, Material และ Method กล่าวคือ
1. ทำให้ 4.0 ของเรา ใช้ M-Machine ที่สร้างขึ้นจากคนไทย
2. ทำให้ 4.0 ของเรา ใช้ M-Material ที่ผลิตหรือแปรรูปโดยคนไทย
3. ทำให้ 4.0 ของเรา ใช้ M-Method ที่ออกแบบกระบวนการทำงานโดยคนไทย
4. ทำให้ 4.0 ของเรา ใช้ M-Man ในการขับเคลื่อน Value เหล่านั้นโดยคนไทย

หากทั้ง 4M ที่กล่าวถึงเกิดขึ้นได้ จะทำให้คนไทยอีกหลายๆ คนยังมีงานทำ ยังมีรายได้ แต่ถ้าเราเอาแต่นำเข้า พึ่งพิงต่างชาติเพื่อสร้าง 4.0 ให้กับประเทศ แน่นอนครับประเทศที่ได้ประโยชน์คงไม่ใช่เรา แต่เมืองไทยเราจะมีประชากรหุ่นยนต์ เครื่องจักร ที่ทำงานและกินอาหารนำเข้า เจ็บป่วยก็ต้องพึ่งหมอต่างชาติ ส่วนคนไทยอย่างเราก็อาจเป็นได้แค่ลูกมือ ช่วยขนของ

ลองจินตนาการดูนะครับหากผมมีเงินหรือได้เงินสนับสนุน  ผมซื้อเทคโนโลยี ผมซื้อเครื่องจักร ผมเปลี่ยนโรงงานผมเป็นอัตโมมัติ โรงงานผมเป็น Smart Factory โรงงานผมเป็น 4.0 นักข่าว สังคม Social ช่วยกระพือชื่นชมว่าโรงงานผมเป็นอัจฉริยะ ผมดีใจ ผมทำได้ แต่ผมควรภูมิใจ หรือเสียใจที่ในสิ่งผมทำดี

ผมได้โรงงาน 4.0 ผมมีพื้นที่ผลิตที่ผ่านกระบวนการ Import พร้อมค่าใช้จ่ายก่อนโตในอนาคตให้ต่างชาติสำหรับค่าเครื่องจักรและอะไหล่ ค่า Maintenance ค่า Service และอื่นๆ อีกมากมาย ผมผลิตสินค้ามีคุณภาพดี แต่ทำไมต้นทุนของผมยังสูงกว่าต่างชาติ สูงกว่าการผลิตในประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเจ้าของเครื่องจักร ด้านการตลาดสินค้าผมไม่ไม่มีจุดขาย เพราะที่ไหนในโลกนี้ก็ผลิตได้ภายใต้เครื่องจักรแบบเดียวกัน Value Creation ผมไม่มีเลย และ.......อีกหลายเรื่องราวที่อาจจะตามมา

ใช่แล้วครับ หากท่านคิดคล้ายๆ ผมเราสามารถกำหนดเส้นทางเดินที่เหมาะสมของเราได้ เส้นทางที่จะพาท่านและสถานประกอบการของท่านไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง ภายใต้เป้าหมาย Industry 4.0 ผมเชื่อมั่นใจว่ามีคนไทยอีกหลายคนที่มีความสามารถในการทำได้ เพีียงแต่เขาไม่มีโอกาสและถูกเรียกมาใช้งาน  มาร่วมกันสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในวงการอุตสาหกรรมไทยกันนะครับ

นอกเรื่องเกี่ยวกับ 4.0 ไปเยอะ กลับมาสู่เรื่องราวของเราเกี่ยวกับการจัดการโซ่อุปทานดีกว่า 555 กล่าวคือ เมื่อปีที่แล้วผมได้มีโอกาสนำเสนอสิ่งที่เป็นผลจาก Industry 4.0 แล้วจะทำให้การจัดการ Supply Chain เปลี่ยนรูปไปอย่างไร ก็เลยทำเป็นสรุปเพื่อให้เป็นภาพเดียว และเห็นถึงความเชื่อมโยงของสิ่งที่จะเกิดขึ้น จนกระทั่งไปถึงสิ่งที่เราต้องปรับตัวในการจัดการโช่อุปทาน ดังภาพ


จากภาพจะเห็นได้ว่า เมื่อเกิด Industry 4.0 จะทำให้เกิด Intelligent Factory โดยมี Key Impact 4 ด้าน คือ
  1. Smart factories ระบบการผลิตอัตโนมัติ และยืดหยุ่น เกิดการบูรณาการร่วมกันทั้งลูกค้าและพันธมิตรที่อยู่ในวงจรของผลิตภัณฑ์
  1. Internet of Services การเชื่อมต่อของระบบสนับสนุนการผลิต และปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตเสมือนจริง ในกระบวนการทางธุรกิจใหม่ๆ และส่งผลต่อการออกแบบระบบโช่อุปทานที่เหมาะสมในการทำงาน
  1. Advanced analytics ข้อมูลจำนวนมาก และการคาดการณ์ไม่ใช่เพียงการวิเคราะห์เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในการผลิต หรือจุดใดจุดหนึ่ง แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อการดำเนินงานอย่างเต็มที่ทั้งระบบ
  1. Focus on knowledge worker ความซับซ้อนของการแก้ปัญหาที่มากขึ้น จำเป็นต้องใช้ทักษะเชิงวิศวกรรมในการจัดการปัญหามากขึ้น
และ Key impact ทั้ง 4 ด้านนี้เองจะส่งผลให้การจัดการโซ่อุปทานเปลี่ยนไป จะกระทั่งมีหลายสิ่งที่ต้องสร้างความขัดเจนและเป็นรูปธรรมในการจัดการตลอดโซ่อุปทาน กล่าวโดยสรุป คือ
  • รู้ความพร้อมของวัตถุดิบ, ชิ้นส่วน และสินค้าสำเร็จรูปในทุกๆจุด ตลอดโซุอุปทาน
  • กำหนดระดับสินค้าคงคลังขั้นต่ำที่ควรเป็น ในแต่ละจุดภายในโซ่อุปทาน
  • ปรับปรุงให้มี Lead time ที่สั้น (การเคลื่อนย้ายของวัสดุต้องทำได้รวดเร็ว)
  • การไหลของข้อมูลต้นน้ำ และข้อมูลปลายน้ำต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว
  • ต้องทราบกำลังความสามารถตลอดโซ่อุปทาน และสามารถกำหนด Stock buffering ที่สอดคล้อง
  • มีการจัดการและกำหนดจุดควบคุมในแต่ละกระบวนการดำเนินงานตลอดโซ่อุปทาน
  • การวางแผนและดำเนินการด้วยข้อมูลความต้องการที่แท้จริง/ใช้จริง ต้องเข้าใจว่าลูกค้ามีพฤติกรรมอย่างไร ไม่ใช้พยากรณ์ที่คาดคะเนแบบมั่วๆ

เป็นไงกันบ้างครับ พอจะเห็นภาพสิ่งผลกระทบต่อการจัดการโซ่อุปทาน จากการเกิดของ Industry 4.0กันบ้างไหม ใครสนใจ หรือมีข้อสงสัยใดๆ สามารถสอบถาม ติดต่อกันได้ครับ หรือจะร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันนะครับ

มงคล  พัชรดำรงกุล
30 มกราคม 2561

Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...

มงคล พัชรดำรงกุล(นายตะเกียบ)

ที่ปรึกษาและวิทยากรด้าน Logistics, Supply Chain, LEAN และ TQM ประสบการณ์ 29 ปี

ปรึกษา / เชิญเป็นวิทยากร

เว็บไซต์

ติดตาม & ติดต่อ

© 2026 มงคล พัชรดำรงกุล · ในนาม บริษัท ไรท์เวย์ แมนเนจเมนท์ จำกัด